วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

การเชื่อมอ้างอิงใน Mendeley สู่ Microsoft Word

 การใส่อ้างอิงจาก Mendeley สู่ Microsoft Word

1.เปิด Mendeley และ Microsoft word

2.จาก word ให้ไปที่เมนู References แล้วคลิกปุ่ม Mendeley Cite

3.ให้คลิก Citation settings - - Change Citation Style

  (ทั่วไปจะใช้ APA Style) ถ้าอยากให้เป็นตัวเลขใช้ IEEE Reference

4.การให้ปรากฏในบรรณานุกรม ให้คลิก ... และ Insert Bibliography

    คลิกที่ Keep live updates เพื่อ ใส่บรรณานุกรมอัตโนมัติ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การตรวจสอบ Reference ใน Mendeley

 การตรวจสอบ Reference ใน Mendeley
1. Login เข้าระบบ (กรณีไม่ได้ Login)
2. Double Click เลือกไฟล์ที่ต้องการตรวจสอบ จะปรากฏ 3 ส่วน
    ส่วนที่ 1  Menu  ส่วนที่ 2 Info  ส่วนที่ 3  Journal Data
3.จุดที่ควรเช็คคือ
    - เป็นวารสารหรือเป็นอะไร...
    - ชื่อวารสาร
    - ชื่อผู้แต่ง
    - คศ.
    - เลขหน้า
    - เลข Doi

เกี่ยวกับบทความ : จาก รศ.ดร.สมบูรณ์

 -ประเภทบทความ
1.Original Article 2.Review Article 3.Short Communication . . .
-หลักการเลือกบทความ : จากสำนักพิมพ์ที่เป็นมาตรฐาน  Scidirect.com (คุณภาพสูง) Springer.com (Open Access) โดยให้ดู Criteria to Consider...
    1. Scope เนื้อหาตรงวัตถุประสงค์หรือไม่
    2. Prestige Impact Factor 9.5 หมายถึง Top (ถ้า ป.โท Impact 5-6 ก็ OK)
        Quartic การคำนวนการอ้างอิง Paper/Document
        ค่า IF = ค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งในวารสารที่ถูกอ้างอิงย้อนหยัง
       -h  index จำนวนการอ้างอิง (ถ้าเกิน 10 ก็สุดยอด)
       Open Access เป็นวารสารที่เปิดกว้าง คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ฐานข้อมูลระดับนานาชาติ Scopus จะใหญ่สุด
     Q1 = Top 25% จะดีที่สุด  Q2=25-50% ระดับดี Q3=50-70 ระดับปานกลาง
ฐานข้อมูลระดับชาติ TCI กลุ่ม 1 คุณภาพสูงสุด กลุ่ม 2 คุณภาพระดับดี

- หลักการตั้งชื่อบทความวิจัย
   Concise : กระชับ ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อ ตัด The , An . .
   Information บอกตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และ ประชากร
   Attractive : น่าสนใจ ท้าทาย ดึงดูดคนอ่าน (Novell or Implement)
-บทคัดย่อ เขียน 1 ย้อหน้า (ปกติจะ 150-250 คำ) แล้วแต่ข้อกำหนดในวารสาร
  มีหัวข้อย่อยหรือโครงสร้างชัดเจน (Background, Objective, Method, Results, Conclusion)
- คำสำคัญ (Keyword) ไม่ความเอาชื่อเรื่อง ไม่ซ้ำกับหัวข้อ ใช้ 3-5 คำ
- กรณีที่ส่ง Author คนทำ Corresponding author = คนทำ
- หลักการเขียนบทนำ (Background or Intro)    ควรมี 4 พารากราฟ 
   พารากราฟที่ 1 กล่าวถึงข้อมูลทั่วไปในเรื่องที่ศึกษา กว้าง ๆ กลาง ๆ 
   พารากราฟที่ 2 ระบุปัญหา
   พารากราฟที่ 3 พูดถึงปัญหา สิ่งที่ค้นพบ และสิ่งที่ท้าทาย(ยังไม่มีใครทำ) ซึ่งเรียกว่า Research Gap
   พารากราฟที่ 4 สรุปว่าทำไมถึงทำ
   * Research Gap วิธีเดิมมีข้อจำกัด ไม่เคยมีใครศึกษาประชากรนี้ หรือ เทคโนโลยีเปลี่ยนไป
 

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หลักการออกเว็บไซต์เชิงสร้างสรรค์

1.เนื้อหามีความถูกต้อง ทันสมัย
2.มีความยืดหยุ่นในการแสดงผล
3.การออกแบบกราฟิกที่มีความโดดเด่น มีดีไซน์
4.การมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม
5.มีประโยชน์และมีคุณค่า

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การทำ URL Redirect

การทำ URL Redirect
ปกติแล้วใน Web Server จะมีไฟล์ที่เป็นไฟล์แรกสำหรับการแสดงเพจหน้าแรกซึ่งจะวางอยูในตำแหน่ง Document Root แต่ในบางครั้งเมื่อผู้ใช้มีการเรียกเข้ามาที่ URL หรือ ไฟล์ดังกล่าวบน Web Server แล้ว อาจจะมีความจำเป็นที่ URL ดังกล่าว ยังไม่พร้อมที่จะให้บริการ เราก็สามารถจะเขียน Code ในไฟล์ดังกล่าว ให้มีการเปลี่ยนเส้นทางไปเรียกไฟล์อื่น ซึ่งอาจจะอยู่ในอีกไดเร็คทอรี่หรืออีกโฟลเดอร์บน Web Server ตัวเดียวกันหรืออาจจะเปลี่ยนเส้นทางไปเป็น Web Server อีกตัวก็ได้
ตัวอย่างการทำ redirect แบบง่าย
การ Redirect แบบง่ายสามารถทำได้ด้วยการใช้ meta tag ของ HTML Code ดังนี้



ซึ่งถ้าเอา Source Code ข้างบนนี้ไปเป็นไฟล์หลักในตำแหน่ง Document Root บน Web Server ก็จะทำให้เว็บเพจถูก Redirect ไปยังhttp://www.yourdomainname.com โดยทันที เพราะค่าของ CONTENT=0 แต่ถ้าต้องการหน่วงเวลาให้ผู้ใช้ได้อ่านข้อความบางอย่าง ก่อนการ Redirect ก็สามารถทำได้ด้วยการกำหนดค่า CONTENT ไม่เป็น 0 ดังนี้


http://www.tambolsaimoon.go.th/saimoon/
">



คุณกำลังเข้าสู่เว็บเพจใหม่
www.yourdomainname.com


แต่วิธีการ Redirect แบบข้างบนนี้จะทำให้ชื่อ URL ตรงช่อง Address ของ Browser ถูกเปลี่ยนไปเป็นชื่อใหม่ คือ http://www.yourdomainname.com ซึ่งหากไม่ต้องการให้ URL เปลี่ยนเป็นอันใหม่จะต้องใช้คำสั่ง frame (อาจจะเรียกว่า frame redirect หรือ frame to URL)


redirect page

http://www.tambolsaimoon.go.th/saimoon/
">


ตัวอย่างการทำ URL Redirect สำหรับ Web hosting





หากต้องการไม่ให้ URL ในช่อง Address ของ Browser เปลี่ยนไปเป็นตำแหน่งที่แท้จริง ทำได้ด้วยการใช้คำสั่ง frame เข้ามาช่วยดังนี้




การทำ URL Redirect โดยใช้ PHP
หากมีความจำเป็นที่จะต้องทำการ Redirect โดยการใข้ภาษา PHP ก็สามารถทำได้ โดยใช้รูปแบบโครงสร้างของภาษาเป็นแบบเดียวกันกับที่กล่าวมาเพียงแต่เปลี่ยนคำสั่งดังนี้
ซึ่งเป็นแบบที่ address ไม่เปลี่ยนแปลง (frame to URL)
switch ($SERVER_NAME){
case "www.firstdomainname.com";{
echo '';
echo '';
echo "";
break;}
case "www.seconddomainname.com";{
echo '';
echo '';
echo "";
break;}
default;{
echo '';
echo '';
echo "";}
}?>

อ้างอิง : 
http://www.thaitumweb.com/control-panel/other/54.html

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

- การดาว์นโหลด Video จาก Youtube & Facebook

การดาว์นโหลดวิดีโอจาก Youtube สามารถทำได้โดย
      - เข้าไปในเว็บไซต์ www.keepvid.com จากนั้นใส่ URL ที่ต้องการ ก็สามารถกด Download ได้เลย

การดาว์นโหลดวิดีโอจาก Facebook ที่เพื่อน ๆ หรือคนอื่นโพสต์ขึ้น สามารถทำได้โดย
      - เปิดเว็บไซต์ www.downvids.net/ จากนั้นใส่ URL ที่ต้องการ ก็สามารถกด Download ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

- โปรแกรมยกเลิกการลบข้อมูลจาก SD Card

โปรแกรมยกเลิกการลบข้อมูลจาก SD Card  โดยดาว์นโหลดได้จาก CardRecovery 6.10 Build 1210  เมื่อดาว์นโหลดมาแล้ว ให้ติดตั้งโปรแกรมลงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยดาว์นโหลดข้อมูลจาก http://dl-2.one2up.com/onetwo/content/2013/2/7/9156a3faa0696f4bceb02feb0475aa57.rar

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

- พ่อ-แม่ คือครูคนแรกที่ควรระลึกถึงและกราบไหว้...

วันไหว้ครู เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สถาบันการศึกษาทุกระดับทุกแห่งจัดขึ้นในช่วงต้น ๆ ของปีการศึกษา สะท้อนถึงคุณค่าทางจิตใจของคนไทย
            - สะท้อนถึงความผูกพันใกล้ชิดระหว่างครูกับศิษย์
            - สะท้อนให้เห็นถึงความกตัญญูรู้คุณของสังคมไทยต่อผู้มีพระคุณ
            - สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความเมตตา ของครูต่อศิกษย์
            - สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางจิตใจ
            - แฝงสาระที่เป็นคติธรรมสอนใจมากมาย
วันไหว้ครู เป็นวันที่นักเรียนจะได้แสดงคุณธรรมในจิตใจ คือไหว้ครู
คำว่า  ไหว้ครู  นั้น เป็นถ้อยคำธรรมดาสามัญที่เข้าใจกันอยู่ และทราบถึงความหมายกันเป็นอย่างดี แต่ก็จะขอขยายความคำว่า
ไหว้ครู  เพื่อประกอบความรู้และประดับสติปัญญาตามสมควร
           ไหว้ครู  เป็นคำไทย 2 คำ นำมาเชื่อมกัน คือคำว่า ไหว้  กับคำว่า  ครู  แต่ละคำมีความหมายอยู่ในตัว คำว่า ไหว้ ก็หมายถึง
การแสดงสัมมาคารวะ การบูชา การแสดงความนับถือ การแสดงความเทิดทูน นี่เรียกว่า  ไหว้  เป็นคำกิริยาที่ใช้กันเป็นประเพณีนิยมของไทย
 และในบางกรณีคำนี้ ก็ย่อมจะกินความคลุมไปถึง กราบซึ่งในความหมายว่ายอมตนลงราบคาบด้วย เพราะฉะนั้นไหว้ก็ดีกราบก็ดี
รวมอยู่ในความหมายอันเดียวกัน คือ แสดง ความยกย่อง แสดงอาการเชิดชูบูชานับถือ
           โอกาสนี้เราทั้งหลาย ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครู อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความถนัด ครูนั้นเป็นทิศๆ หนึ่งในจำนวนทิศทั้ง 6
โดยเฉพาะเป็นทิศเบื้องขวา เรียกว่า ทักขิณ ทิศที่ว่าให้ความถนัด คือเป็นผู้ให้วิชาความรู้แก่เรา    
          โบราณท่านกล่าวว่า "ศรต้องมีพิษ ศิษย์ต้องมีครู ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษ ศิษย์ไม่มีครู เหมือนงูไม่มีพิษ" ไม่น่ากลัวอะไร
ไม่ต่างอะไรกับปลาไหล รอเวลาให้เขาผัดเผ็ดเท่านั้น "ศิษย์ดีต้องมีคุณธรรม ศิษย์ไม่ได้ความคุณธรรมไม่มี" นักเรียนจะต้องรู้จักข้าว
ข้าวรวงโตที่มีวิตามิน เวลามันออกรวง จะน้อมรวงถ่วงยอดแสดงอาการดุจคารวะแม่พระธรณี แต่ข้าวรวงใดที่ชี้เด่แทบจะทิ่มก้นเทวดา
แสดงว่าข้าวรวงนั้นไม่มีวิตามิน เป็นข้าวขี้ลีบ คนก็เหมือนกัน หากรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แสดงว่าเป็นคนมีคุณภาพเป็นผู้มีคุณธรรม
บางคนเป็นโรคสันหลังแข็งก้มไม่ลง บุคคลนั้นไม่ต่างอะไรกับข้าวขี้ลีบ

สิ่งที่ต้องเตรียมในการไหว้ครู
    การไหว้ครู ในอดีตนั้น มักจะใช้ หญ้าแพรก ข้าวตอก ดอกมะเขือ และดอกเข็ม เป็นองค์ประกอบในพานดอกไม้แต่ละอย่างล้วนเป็นปริศนาธรรมทั้งสิ้น
           - หญ้าแพรก เป็นตัวแทนที่แสดงถึงความเข้มแข็ง อดทนถึงแม้จะแห้งแล้ง คนเดินเหยียบย่ำ หญ้าแพรกก็จะไม่ตาย
พอได้รับโอกาสที่เหมาะสม ได้รับความชุมชื้น ก็จะแตกยอดเจริญงอกงามเป็นอย่างดี  ครูจึงต้องเป็นผู้ที่เข้มแข็งอดทนต่อปัญหาต่าง ๆ
ของนักเรียนนักศึกษามากมาย และค่อย ๆสะท้อนปลูกฝังความมุ่งมั่นอดทน เข้มแข็งไปสู่นิสัยของนักเรียน นักศึกษา ฝึกให้เขาเข้มแข็งอดทนให้จงได้

          - ข้าวตอก เป็นข้าวที่เกิดจากการใช้เมล็ดข้าสารไปคั่ว โดยมีฝาครอบไว้ เมื่อได้รับความร้อนระดับหนึ่ง เมล็ดข้าวก็จะพองตัวและ
แตกตัวออกเป็นข้าวตอก มีกลิ่นหอม  เช่นเดียวกับการให้การศึกษา ครูผู้สอนต้องให้การอบรมคู่กันไปด้วย "อบเพื่อให้สุกรมเพื่อให้หอม"
เช่นเดียวกับการทำข้าวตอก
            การสั่งสอนอบรมของครู บางครั้งต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน ติติงหรือทำโทษ ในการกระทำที่ไม่เหมาะสมเสมือนการใช้ความร้อนกับเมล็ดข้าว
โดยมีกฏระเบียบหรือแนวปฏิบัติ เสมือนเป็นฝาครอบ ไม่ให้ลูกศิษย์กระเด็นกระดอนออกนอกลู่นอกทาง ครูจึงต้องทำหน้าที่สั่งสอนอบรมให้นักเรียน
นักสึกษาเป็นดังเช่นข้าวตอก คือ "สุกและหอม" ซึ่งหมายถึง การสั่งสอนแนะนำให้เขามีความรู้ความสามารถและเป็นคนดีที่ยอมรับนั่นเอง
             - ดอกมะเขือ ลักษณะของดอกมะเขือ เวลาบานจะสีขาวสะอาดและดอกจะโน้มคว่ำลงพื้นดินซึ่งก็เป็นปริศนาธรรม แสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์
ของจิตใจ เป็นคนซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
             - ดอกเข็ม ลักษณะของดอกเข็มจะมียอดดอกแหลม ซึ่งเป็นปริศนาธรรมว่า ครูต้องจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังความคิด
ให้นักเรียนนักศึกษาเป็นคนฉลาด(หัวแหลม) รู้จักวิเคราะห์วิจารณ์ ใช้ความคิดให้เป็นประโยชน์แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเห็น ความเฉียบคม
ทางความคิดจะทะลุทะลวงทุกปัญหาได้
             คนโบราณช่างชาญฉลาดที่จะสอนศิษย์ด้วยกลวิธีต่าง ๆ แม้กระทั่งการใช้ดอกไม้ต้นไม้ ฯลฯ เป็นสื่อการสอนทำให้ลูกศิษย์ให้ยุคก่อนเก่า
ได้เรียนรู้จากธรรมชาติ และรู้จักกตัญญูรู้คุณผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ตลอดไป และการที่เราใช้ "หญ้าแพรกดอกมะเขือ" ในการไหว้ครูนั้น
เพราะเป็นของหาง่าย งอกงามอยู่ทั่วไป
            ตอนเช้าตรู่วันพฤหัสซึ่งเป็นวันไหว้ครู เด็กๆจะไปโรงเรียนเช้าเป็นพิเศษ เพื่อ่ไปช่วยกันจัดพานดอกไม้ ซึ่งอาจมีการปักดอกบานไม่รู้โรย
ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบบ้าน แซมด้วยหญ้าแพรกและดอกมะเขือ พานดอกไม้นี้เด็กนักเรียนหญิงจะเป็นคนถือ ส่วนเด็กผู้ชายจะถือธูปเทียนและ
ช่อดอกไม้ ( ช่อดอกไม้หมายถึงดอกไม้ที่หาได้เอามารวมกัน แซมด้วยหญ้าแพรกและดอกมะเขือเช่นกัน)
            พิธีไหว้ครูจึงเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่นักเรียนทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันมาแสดงความเคารพและระลึกบุญคุณของครูอาจารย์อย่างแท้จริง

Reference : http://guru.sanook.com/search/knowledge_search.php?q=%C7%D1%B9%E4%CB%C7%E9%A4%C3%D9&select=1

- ศ.ดร. นายแพทย์ กระแส ชนะวงศ์ ให้ทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำ (5F)

  ศ.ดร.นายแพทย์ กระแส ชนะวงศ์ ศาสตราจารย์ที่เป็นนายแพทย์ต้นแบบ คุณลักษณะที่โดดเด่นคือเป็นผู้มีอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม แจ่มใสตลอดเวลา มีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ท่านให้โอกาสและความเป็นมิตร ให้ความเท่าเทียมกันทุกคน ท่านได้รับรางวัลเกียรติยศคือรามอนแม็กไซไซ สาขาผู้นำชุมชน วาทะที่เป็นอมตะของท่านคือ "การศึกษาของชาวชนบท คืออนาคตของประเทศ" ท่านเป็นบุคคลที่เป็นต้นแบบแห่งปฐมชีวิตที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงและเป็นบุคคลที่ผู้เขียนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผู้นำว่า ผู้นำที่ดีจะต้องมีหน้าที่ในการสร้างผู้นำและสร้างภาวะผู้นำให้กับคนอื่น ๆ เสมือนว่าผู้นำต้องเป็นผู้สร้างนาฬิกา ไม่ใช่แค่เพียงคอยบอกเวลาอย่างเดียว และได้กำหนดคุณลักษณะของผู้นำที่มีภาวะผู้นำไว้ว่าจะต้องประกอบไปด้วย 5F คือ
1) มีเป้าหมายที่ชัดเจน  (Focus) มีความมุ่งมั่น  ศรัทธา  ตั้งมั่น ในสิ่งที่ตั้งใจทำอย่างแน่วแน่
2) มีความยืดหยุ่น (Flexibility) มีความคิดและการกระทำที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์และความเป็นจริงที่แปรเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริง 3) มีความรวดเร็ว (Fast)
มีความรวดเร็วใน
การคิดและตัดสินใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันและคับขัน ต้องมีความสามารถ
มีความคล่องแคล่ว ว่องไวต่อการแก้ปัญหา
4) มีความเป็นกัลยาณมิตร (Friendly) มีความเป็นกัลยาณมิตรกับทุกคน รู้จักประสานงานทั้งคนที่มีความคิดเห็นที่ตรงกันและไม่ตรงกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีความจริงใจ ไว้วางใจทีมงาน และ 5) มีความสนุกสนาน (Fun) สร้างบรรยากาศในการทำงานที่สนุกสนาน ไม่ตึงเครียด ยิ้มแย้ม แจ่มใส มองปัญหาและคนรอบข้างในแง่บวก ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับผู้นำ ไว้ว่า เป็นบุคคลที่สามารถทำให้ผู้อื่นยอมรับ และสามารถจูงใจ ชักนำ ชี้นำ มีบทบาทและมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น สามารถขจัดปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้การปฏิบัติงานของกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
ที่อยู่ของท่านคือ 29 ซ.โชติวิวัฒน์ 2 ถ.ริมคลองประปา ประชาชื่น บางซื่อ กทม. 10800

วันนี้สอนการสร้างบล็อก นศ.ไอที ปี 1 ทุกคนมีความสุขมาก ๆ (แต่ไม่รุ้จะเริ้มต้นอย่างไร....)

พระท่านว่า "ผู้รู้คือผู้ไม่รู้"

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ร่วมถวายพระพุทธรูป ณ วัดถ้ำน้ำริน แสดงรัตนาราม (บนภูเขา เป็นลานธรรม ดาดฟ้า)

ร่วมถวายพระพุทธรูป ณ วัดถ้ำน้ำริน แสดงรัตนาราม (บนภูเขา เป็นลานธรรม ดาดฟ้า)  ต. ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น  หลวงพ่อเขาทราย 0871155516 ประมาณเดือน พ.ย. - ธ.ค.

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้ปกครอง นักเรียน ปวช ไอที 2556

ชื่อนักเรียน                             ชื่อผู้ปกครอง             เบอร์โทร
นางสาวบุษรา ฟองบุบผา    อัมพร ฟองบุบผา    083-4174521
นางสาวพรนภา  แสนวิลัย    นายรชต แสนวิลัย  084-5152475
นางสาววิลันดา พันธุ์น้อย    นางอุไรวรรณ หนองโยธา  081-2607203
นางสาวสินาธร คชพันธุ์        นางสุภารัตน์ ศรีหนองโคตร 0879113260
นางสาวสิริยา  แก้วมณี         นายธนพล แก้วมณี   088-0620276
นางสาวอภิญญา ศรีเมืองบุญ นายประยุทธ ศรีเมืองบุญ 087-8662267
นางสาวศิริรัตน์ พิสัยพันธ์   -
นายกชกร  สร้อยลา              นายรชต แสนวิลัย  084-5152475
นายจีราวัฒน์  วงค์วีระชัย    ปรียนันท์ วงค์วีระชัย  0831418946
นายชัยณรงค์  เจริญผล       นางเนตรนภา เจริญผล 081-6618814
นายธนะโชติ แพนทิพย์       นายวีระชาติ แพนทิพย์  086-2232386
นายรติพัฒน์  สำราญรมย์    นายเริง สำราญรมย์   085-8501470
นายลำพูน  ภูงาม                 นางณัฐณิชา ภูงาม   087-8547744
นายสุวัจน์  เกยุราพันธุ์          สุขรันต์ กีรภาพง        086-7030171
นายอัครพล  บุญเข็ม            นางศยามล บุญเข็ม    0832835192
นายอานนท์ กสิวรรณ์            นางกัลยรักย์ สมันตพันธ์  090-8531670
นายณัฐวุฒิ เทวารุทธ์         นายไพทูรย์ เทวารุทธ์    082-3033534
นางสาวภัทรภรณ์ ทองเปีย   นางพรรณี บุตรภา    080-7466542
นางสาวจิราพร พาเจริญวงษ์  นางสังวาบ พรศรี  -
นางสาววิลาวรรณ หอมจันดี   สังวาล พรศรี     084-4285663

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

วิธีแก้ปัญหากรณี Upload Module ใน Joomla 2.5 ขึ้น Host ได้ แต่ไม่ทำงาน

จากกรณีดังกล่าว ซึ่งถ้าเป็นการจำลองเซริ์ฟเวอร์จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น Host จริง บางทีอาจจะเกิดขึ้น วิธีแก้ไข ให้ไปเปลี่ยน Reset Owner จาก Apache เป็น User เราและจากนั้นก็จะใช้งานได้

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

ภาวะผู้นำ ในทัศนะของท่าน ว. วชิระเมธี

วันนี้ (27 มี.ค. 2556) ได้รับเกียรติจาก อ.อมรรัตน์ ชวนให้ไปฟังท่าน ว.วชิระเมธี นับว่าเป็นบุญวาสนาของข้าพเจ้าฯ เป็นอย่างยิ่ง ท่านมาบรรยายในหัวข้อ "พุทธบริหาร" ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลยได้ข้อคิดมาให้กับทุก ๆ คน โดยได้กล่าวว่า หัวใจของผู้นำ/ผู้บริหาร คือ การมีภาวะผู้นำ ซึ่งประกอบไปด้วย 1) มีวิสัยทัศน์ คือความสามารถในการมองเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน (เพราะถ้าวิสัยทัศน์ไม่ชัด ชีวิตก็ไม่ชัด) 2) ยุทธศาสตร์/ยุทธวิธี เช่น ทำหนึ่งได้ร้อย หรือทำน้อยได้มาก (less is more) หรือการเผยแพร่ธรรมะน้อยลงแต่หลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น และให้เลือกทำแต่สิ่งที่ดีที่สุด 3)มีศิลปะในการใช้คน โดยยอมให้เขาใช้ก่อน ด้วยการไปอยู่/เรียนรู้กับเขา จากนั้นออกมาฝึกการใช้คน  และสุดท้ายไปหาคนมาใช้ (โดยใช้คนให้ถูกกับงาน) การเป็นผู้นำจะสั่งงาน ส่วนการเป็นคนบ้าอำนาจจะสั่งการ 4)ซื่อสัตย์ สุจริต เพราะคนที่ทุจริต คดในข้อ งอในกระดูก จะขึ้นที่สูงไม่ได้ และข้อ 5)มีสติ รู้จักยับยั้ง ชั่งใจ ในอำนาจ ลาภ ยศ โดยให้นำคำสอนที่ว่า "อยากจะประสบความสำเร็จ ต้องหน้า 3 หลัง 3 โดยเฉพาะเวลาจะตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต ต้องคิด ไตร่ตรองให้มาก ๆ " และที่สำคัญได้ทราบว่า ท่าน อ.ปราโมทย์ ที่ อยู่ อ.น้ำพอง เคยบวชเรียน พร้อมกับท่าน ว.วชิระเมธี...นับเป็นบุญ วาสนา เป็นอย่างยิ่ง

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การสร้างตราสินค้า

การสร้างตราสินค้า

             ในขณะนี้ ยุคหลังปี 2000 ยุคที่ผู้บริโภคเป็นใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย สินค้าถูกผลิตขึ้นในแต่ละวัน มากกว่าความต้องการของผู้บริโภค ลองคิดดูกันเล่นๆ เมื่อคุณเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ต เพื่อที่จะซื้อสบู่ซักก้อนหนึ่ง ถ้าคุณไม่มี ตราสินค้า (Brand หรือเรียกทั่วไปว่า ยี่ห้อ) ในดวงใจ แล้วละก็ คุณลองคิดว่าคุณจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการเลือกซื้อสบู่ซักก้อนหนึ่ง ถ้าสมมุติคุณใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 นาที ในการยืนอ่านฉลากและคุณสมบัติของสบู่ยี่ห้อต่าง ๆ ทุก ๆ ยี่ห้อที่มีอยู่ในแผนกสบู่ของซุปเปอร์มาเก็ตนั้น คุณอาจต้องใช้เวลาประมาณ กว่า 2 ชม. ในการเลือกซื้อสบู่ซัก 1 ก้อน (ยังไม่รวมเวลาที่ใช้ดมกลิ่นสบู่ ก้อนละประมาณ 30 วินาที)

              แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกซื้อสินค้าใด ๆ ก็ตามผู้บริโภคจะมีกลุ่มยี่ห้อในดวงใจอยู่ 4 –5 ยี่ห้อ ผู้บริโภคจะเดินตรงไปที่ชั้นวางสินค้า เลือกดูยี่ห้อที่ตัวเองต้องการ อาจเปรียบเทียบราคากับ 4 – 5 ยี่ห้ออื่นๆที่ชอบๆว่ามีการส่งเสริมการขายอะไรบ้าง มีกลิ่นใหม่ออกมาไหม

                 ข้อควรสังเกตประการหนึ่งคือ ในกรณีสินค้าอุปโภค บริโภค ผู้บริโภคจะมีโอกาสที่จะเปลี่ยนBrand ได้ง่ายกว่า ถ้า Brand อื่น ๆ มีโปรโมชั่นที่น่าสนใจกว่า แต่ถ้าเป็นสินค้าจำพวกเครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์ ไฟฟ้า และ รถยนต์ ที่เป็นสินค้าที่มีราคาสูง Brand ที่มีความแข็งแรงและได้รับการไว้วางใจจากผู้บริโภคจะได้รับความเชื่อถือ และยากที่จะถูกทดแทนด้วย Brand อื่น ๆ เช่น สินค้าระดับโลกต่างๆ Brand ที่แข็งแรงที่ค้นเคย เช่น Sony, Nike, Microsoft, Coca Cola, การบินไทย, Nokia, Benz, BMW, Volvoและอื่นๆ Brand เหล่านี้เป็น Brand ที่มีความแข็งแรงสูง ความน่าเชื่อถือ เป็น Brand Preference เป็นBrand ที่มี (Positioning)ตำแหน่งตราสินค้า และภาพลักษณ์ที่ชัดเจน

                 ฉะนั้นการมี Brand ที่มี positioning ที่ชัดเจน และภาพลักษณ์ที่แข็งแรงจะทำให้ผู้บริโภค เดินเข้ามาถามหาสินค้าของเราเอง และช่วยให้ขายสินค้าง่ายขึ้น เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าประเภทนั้น ๆนอกจากนั้นแล้ว Brand ที่มีความแข็งแรงมาก ๆ ก็จะสามารถกำหนดราคาได้สูงกว่า Brand ธรรมดาทั่วไปอีกด้วย การสร้าง Brand มีความสำคัญมาก ควรอย่างยิ่งที่จะทราบความหมายและวิธีการสร้างแบรนด์ ให้ประสบความสำเร็จ

Brand ในยุคปัจจุบัน
                   ในสังคมปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีราคาถูกลง ความรู้ต่าง ๆ สามารถเรียนรู้และพัฒนาให้ทันกันได้การตลาดมีสภาพที่ได้เปรียบเสียเปรียบ กันไม่มากในแง่ความโดดเด่นของสินค้า ยกตัวอย่างเช่น แชมพูทุกยี่ห้อ สระผมได้ เงางาม ดำสลวย สวยเก๋ เหมือนกัน โทรทัศน์ เกือบทุกยี่ห้อ มีจอแบน เหมือนกันโทรศัพท์ มือถือเกือบทุกยี่ห้อก็สามารถถ่ายภาพได้

               คำถามคือ แล้วอะไรจะเป็นตัวช่วยที่แท้จริงที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสินค้าของเราแทนการเลือกซื้อสินค้าของคู่แข่ง

             คำตอบสำหรับวันนี้ คือ Branding และคำตอบสำหรับวันพรุ่งนี้และต่อๆ ไปก็คือ Branding อีกเช่นกัน

            ดังนั้น สินค้าและบริการที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงต้องเข้าใจว่า Brand คืออะไร และองค์กรนั้น ๆ ต้องคิดแบบองค์รวมในการสร้างแบรนด์จึงจะสามารถสร้างได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด.

การสร้างตราสินค้า (Branding)

หลักการของการสร้าง Brand ที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุดมี 2 ระดับ
1. การกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของสินค้า (Positioning)
2. การสร้างความแตกต่างทางด้านความรู้สึก และอารมณ์ (Differentiation)

การเน้นตำแหน่งทางการตลาดของสินค้า (Positioning) เช่น
      Brand คือ ความหรูหรา ความสำเร็จ
     BMW คือ สุนทรียภาพในการขับขี่
     Volvo คือ ความปลอดภัย

        จะเห็นได้ว่า Brand รถยนต์เหล่านี้มี ตำแหน่งทางการตลาด ( Positioning )ที่แข็งแรง และได้ครอบครองตำแหน่งในใจของผู้บริโภคมานานกว่า 30 ปี (positioning ยากจะถูกบันทึกไว้ในใจของผู้บริโภค แต่ถ้ามันถูกบันทึกลงในส่วนเล็ก ๆ ในสมองของผู้บริโภคแล้วมันก็ยากที่จะถูกเปลี่ยนหรือแทนที่เช่นกัน)

         ในการสร้าง Brand ที่ดีนั้น เราจะต้องรู้จุดแข็ง คุณสมบัติพิเศษที่แตกต่าง (Unique selling proposition) ของเรา จากนั้นนำเสนอมันออกมาบอกให้คนได้รับรู้ก่อนคู่แข่ง ยืนหยัดในการมีจุดยืนอย่าเปลี่ยนแปลง

        ทฤษฎี positioning ข้อสำคัญคือ เป็นที่หนึ่งในใจของผู้บริโภคคนส่วนใหญ่จะจดจำสิ่งแรกที่เข้ามาใจได้เสมอลองถามตัวเองดู แฟนคนแรกของคุณคือใคร ? ส่วนใหญ่จะจำได้ แล้วคนที่ 2 และ คนที่ 3 ละ........เริ่มนึกไม่ออก คนที่ 4 คนที่ 5 ไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้แล้ว

       แฟ้บ คือ ผงซักฟอกเจ้าแรกที่เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค จนทุกวันนี้ คนยังติดปาก พูดว่าขอซื้อแฟ้บ แม้ว่าจะหยิบผงซักฟอกยี่ห้ออื่น ๆ ก็ตาม การเข้ามาเป็นคนแรกในใจผู้บริโภคไม่ว่าจะเสนออะไรให้

สินค้าชนิดแรกที่เสนอคุณสมบัตินั้น ย่อมเป็นการง่ายที่จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค (ต้องไม่ซ้ำกับยี่ห้ออื่นที่ได้วางไว้แล้ว) เมื่อ Benz คือความหรูหรา ความสำเร็จ, BMW จึงเป็นยานยนต์ เพื่อการขับขี่ที่สุนทรียภาพ และVolvo จึงต้องเป็นรถยนต์ที่ให้ความมั่นใจที่สุดในด้านความปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่เจ้าของ Brand ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อนคือ
1. ใครคือกลุ่มเป้าหมาย
2. สินค้ามีจุดแข็ง คุณประโยชน์ที่แตกต่างจากสินค้าอื่น ๆ

กระบวนการสร้างตราสินค้า (Brand) แบบ 4 มิติ
วิทวัส ชัยปาณี แห่งบริษัท Creative Juice \\ G1 จำกัด (2546: 46-55) นำเสนอกระบวนการสร้างตราสินค้า 4 มิติ (4 D – Branding Process) ซึ่งประกอบด้วย
การค้นพบความจริงใน 4 มิติ เป็นการค้นหาความต้องการอย่างแท้จริงที่อยู่ภายในจิตใจของลูกค้า และ มองสิ่งรอบตัวให้ครบทุกมิติ ได้แก่
(1) มิติด้านตลาด (Market) มิติด้านลูกค้า (Customer) มิติด้านองค์การ (Corporate) และมิติด้านตราสินค้าทั้งของตนเองและของคู่แข่ง (Competitions)
(2) Disruption – การค้นหา Brand Idea ที่โดดเด่น เป็นการแตกแยก Brand Idea ของตนเองออกมา (Disrupt) โดยมีการเปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ และออกจากวิธีธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ
(3) Disparity – การกระจายข่าวสารของ Brand ไปยังลูกค้าเป้าหมาย เป็นขั้นตอนที่นำเสนอBrand Idea กระจายไปสู่ผู้บริโภคซึ่งจะต้องอาศัยสื่อในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ ไม่พึ่งพาเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น
(4) Determine – การวัดผลถึงสารที่เราสื่อถึง Brand ในใจลูกค้า เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมีความสำคัญ ต้องทำการวัดผล ซึ่งไม่ใช่วัดแค่การรับรู้ (Awareness) แต่ต้องเป็นการหา Mind Share หรือBrand Share

        แนวทางการสร้างตราสินค้า (Branding) ที่ยกมากล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากหลายแนวคิด นอกเหนือจากที่กล่าวยังมีทั้งนักวิชาการ และนักวิชาชีพ ได้นำเสนอแนวคิด และการสร้างตราสินค้า ในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งจtขอยกมากล่าวในที่นี้ เป็นแนวทางพอสังเขปดังนี้

        ที่ผ่านมามีค่ายสินค้าหลากหลายแบรนด์และประเภทพยายามจะใช้ยุทธวิธีการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับแบรนด์มาเป็นตัวขับเคลื่อนสร้างความแตกต่างในการทำตลาด เพื่อความแข็งแกร่งแบรนด์และในด้านยอดขายมากขึ้น สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ มีตั้งแต่ระหว่างเนสกาแฟ และเบอร์ดี้ในสินค้ากลุ่มกาแฟกระป๋อง และในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ระหว่างเอ็ม 150 กับกระทิงแดง รวมถึงการแข่งขันของตลาดน้ำอัดลมที่มี 2 คู่ปรับเป๊ปซี่ กับโค้ก โดยส่วนใหญ่ปลดล็อกการสื่อสารแบรนด์ใหม่ผ่านเรื่องราวการสร้างกำลังใจ การยึดมั่นความสำเร็จ มุมมองด้านบวกต่างๆ เปิดด้านดีของชีวิต ความสนุกเต็มที่กับชีวิต

        จุดที่ทำให้เกิดการแข่งขันโดยนำเรื่องการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับแบรนด์มาใช้นั้น มีเหตุผลที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการผ่าทางตันของตลาดกาแฟกระป๋องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และเป็นที่รู้กันดีว่าแก้ง่วงในแง่ของ Functional Approach ที่ได้จากการดื่มกาแฟ จนปัจจุบันแทบหาความแตกต่างไม่ได้ หรือความจำเป็นของการสร้างทัศนคติให้ดีกับแบรนด์ของเครื่องดื่มชูกำลัง ที่เผชิญกับด่านจากการควบคุมของภาครัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคด้านการสื่อสารถึงผู้บริโภค โดยเลี่ยงไปใช้วิธีการสื่อสารเพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี และเพื่อขยายฐานผู้บริโภคไปหากลุ่มคนทำงานและวัยรุ่นอีกด้วย

      นับว่าภาพรวมการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เป็นการสร้างความแตกต่างที่เป็นการนำ Emotional Approach เข้ามาช่วย Branding ในการทำตลาดของสินค้าและแบรนด์ที่สื่อถึง Functional Approach ไม่ได้ หรือการส่งแมสเซจที่มีการสื่อถึงเบเนฟิตของสินค้ามานานแล้ว ซึ่งการแข่งขันการสร้างทัศนติที่ดีให้กับแบรนด์กับลูกค้าเป้าหมายด้วย Emotional Approach ผ่านโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้า นั่นก็เพื่อสร้างตำแหน่งให้กับสินค้าเป็นฮีโร่ในใจของผู้บริโภค

       หากเจาะลึกในเซกเมนต์กาแฟกระป๋อง ที่ 'เบอร์ดี้' เป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% และมีแบรนด์ 'เนสกาแฟ' เป็นเบอร์รอง ซึ่งกาแฟกระป๋องถือเป็นเซกเมนต์เดียวที่เนสกาแฟเป็นเบอร์รอง และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนสท์เล่ หลังปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เพิ่มความคล่องตัวด้านการกระจายสินค้า ดึงจากโค้กมาบริหารเอง ก็เริ่มเดินเกมในเชิงรุกโดยเพิ่มเขี้ยวเล็บทางด้านการสื่อสารการตลาดผลักดันเรื่องแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยพยายามจะต่อยอดความแข็งแกร่งแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดกาแฟเซกเมนต์อินสแตนท์ และทรีอินวันมาใช้กับการทำตลาดกาแฟกระป๋อง ผ่านการสื่อสารผ่านข้อความตามป้ายโฆษณาและบิลบอร์ดที่ว่า 'มองสูงเข้าไว้ และไปอย่างมุ่งมั่น'

      จุดพลิกตลาดดังกล่าว สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ช่วงปรับยุทธศาสตร์เนสกาแฟพร้อมดื่มเพื่อบุกตลาดฤดูร้อนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พัทนัย เหลืองตระกูล ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม ที่มองเห็นความสำคัญของการสื่อสารการตลาดสำหรับการทำตลาดกาแฟกระป๋อง ที่กล่าวว่า

       'แม้ว่าทางด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์เนสกาแฟจะมีจุดแข็งในสายตาผู้บริโภค โดยลูกค้าเนสกาแฟกว่า 70% เป็นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ หรือนักศึกษา และจากการสำรวจของเราพบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากการดื่มกาแฟ คือ ความสดชื่น ความสะดวก และรสชาติ แต่หลายคนยังติดภาพกาแฟกระป๋องว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้แรงงาน ดังนั้นการปรับโฉมใหม่เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จึงมีความสำคัญ แต่ต้องปรับทั้งกระบวนการ ตั้งแต่รสชาติ แพกเกจจิ้ง และแนวทางการทำตลาด เพราะการปรับภาพลักษณ์ใหม่ หมายถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ที่ต้องสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าหลักและสินค้าต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า'

      เกมนี้ดูเหมือน เนสกาแฟ จะมีแต้มต่อในตลาดกาแฟกระป๋อง แต่หลายปีผ่านไปก็ยังโค่นเบอร์ดี้ลงจากแชมป์ไม่ได้ เหตุผลนั้นเป็นเพราะการปูทางด้วยคอนเซ็ปต์การทำตลาดที่อยู่ภายใต้กรอบของแนวคิด จุดยืนเดิมของเบอร์ดี้ ได้ใจและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค แม้จากอดีตที่ลูกค้าในตลาดกาแฟกระป๋องสัดส่วนกว่า 80% เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ใช้แรงงาน หรือ blue collar จนกระทั่งปัจจุบันที่ตลาดกาแฟกระป๋องเริ่มขยับขยายกลุ่มลูกค้าสู่ตลาดคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน หรือ white collar ก็ตาม

      กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ มีการสร้างความแตกต่างที่เป็น Emotional Approach เข้ามาช่วยBranding ในตลาดกาแฟกระป๋อง ที่มีการปูทางมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นและเน้นย้ำแนวทางการสร้างทัศ น คติ ที่ดีของผู้บริโภคทที่มีกับแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวความคิด 'ไม่มีฝันไหน ไกลเกินใจเรา' หรือ 'Go for Goal' หรือการสานต่อกิจกรรมในด้านการสร้างแบรนด์และเพื่อสังคมที่เสริมให้เป็นที่รับรู้และสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ ต่อเนื่องด้วยแนวคิดในปี 2551 ที่ว่า 'เข้มข้นกับทุกความฝัน' สื่อให้เห็นถึงกลุ่มคนที่มีความเข้มข้นและมุ่งมั่นที่จะทำตามฝัน โดยมี 'เบอร์ดี้' อยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้คนเหล่านี้ไปให้ถึงฝัน ที่จะใช้ในการสื่อสารผ่านโฆษณาและกิจกรรมทั้งหมด

       การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง นับว่าเป็นสินค้าอีกประเภทที่พยายามแก้ภาพลักษณ์และหลุดกรอบจากเบเนฟิตที่ได้จากการดื่ม โดยพยายามสื่อสารการสร้างทัศนคติที่ดีกับแบรนด์มาเป็นสิ่งขับเคลื่อนการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง จากเจาะกลุ่มผู้ชายที่ใช้แรงงานเป็นหลัก มาเจาะกลุ่มวัยรุ่น และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากขึ้น

       ที่ผ่านมาการแข่งขันระหว่างเบอร์หนึ่งกับมวยรองคือ เอ็ม 150 กับกระทิงแดงนั้น แม้จะมีการวางตำแหน่งที่แตกต่างกัน โดยเอ็ม 150 มีการพลิกโฉมแบรนด์จาก 'พลังเอ็ม...พลังใจเกินร้อย' ผ่านกลยุทธ์สปอร์ต มาร์เกตติ้ง และกลยุทธ์มิวสิก มาร์เกตติ้ง ที่มีศิลปินค่ายแกรมมี่ เป็นแนวทางการสื่อสารที่ทำให้แบรนด์เข้ามาครองตลาดหลักเป็นคนเมือง white collar ขณะที่กิจกรรม เพื่อเข้าถึงและสร้างความจงรักภักดีกลุ่ม blue collar ก็มีการจัดควบคู่กันไป อาทิ โรดโชว์ 'คอนเสิร์ตเอ็ม 150' ซึ่งก็ทำให้เอ็ม 150 ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% จากมูลค่าตลาดรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

       ส่วนกระทิงแดง แบรนด์หลักที่ครองตลาดกลุ่ม blue collar นั้น ขณะที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้วยสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปทั้งการกินตลาดจากตลาดกาแฟกระป๋อง ของลูกค้าเครื่องดื่มชูกำลังบางส่วนเริ่มหันไปดื่มกาแฟกระป๋องนั่นเอง ที่ทำให้กระทิงแดง ถึงเวลาที่จะทำให้แบรนด์เหมือนกันทั่วโลก โดยหันหัวรบออกมาเคลื่อนไหวด้านการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ครั้งใหญ่ ด้วยการสนับสนุนกีฬาประเภทเอ็กซ์ตรีม และกระทิงแดงมาดใหม่ภายใต้แนวคิด 'ลูกผู้ชายตัวจริง'

       ล่าสุดต่อเนื่องด้วยการต่อยอดความแข็งแกร่งแบรนด์เรดบูลที่โกอินเตอร์มานานแล้ว ภายใต้แนวคิดใหม่ที่ว่า 'เป้าหมายมีไว้เพื่อพุ่งชน' และกลยุทธ์มิวสิก มาร์เกตติ้ง เพื่อเจาะตรงเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคblue collar วัยรุ่นในต่างจังหวัด รวมถึงเน้นทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนอีกครั้งของกระทิงแดงที่ใช้เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ และต่อกรการทำตลาดของเอ็ม 150 ที่ระยะหลังเปลี่ยนมาใช้แนวคิด'ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย' เป็นคอนเซ็ปต์การทำตลาด

        ศึกการแข่งขันทางด้านการสร้างทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์นั้น ยังขยายวงไปถึงการแข่งขันตลาดน้ำดำ ที่นำโกลบอลแคมเปญในเวทีระดับโลกมาใช้ในตลาดเมืองไทยที่ เป๊ปซี่ เป็นผู้นำ ส่วนการแข่งขันในตลาดโลกนั้นมี โค้ก เป็นผู้นำ และเป๊ปซี่ เป็นผู้ท้าชิง โดยเป็นความพยายามในเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่เป๊ปซี่นำแนวคิด 'เป๊ปซี่ เต็มที่เลย' เพื่อสื่อในแง่แบรนด์ที่จะเข้ากับวัยดิจิตอล มาถึงกลยุทธ์สื่อสารใหม่ Pepsi I canที่เน้นให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองให้คนภายนอกรับรู้ ส่วนโค้ก ใช้คอนเซ็ปต์ 'เลือกโค้ก ด้านดีๆ ของชีวิต' หรือ 'Cole Side of Life' เชิญชวนให้ทุกคนมีทัศนคติในด้านบวก หันมามองโลกในแง่ดีและเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนหันมามองด้านดีๆ ของชีวิตมากขึ้น

      เมื่อเร็วๆ นี้ ในเวทีระดับโลกก็มีการเปิดศึกสงครามน้ำดำระหว่าง เป๊ปซี่ กับโค้ก โดยการเปิดแคมเปญทางการตลาดระดับโลกใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิดการสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับภาวะความเครียดต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาการว่างงาน และ ตลาดหุ้นซบเซาอย่างรุนแรงโ ดยยนิตยสาร แอดเวอร์ไทซิ่ง เอจ รายงานว่าบริษัท เป๊ปซี่ โค จำกัด ผู้ผลิตน้ำอัดลมอันดับสองของโลก ได้เปิดตัวโลโก้ 'รอยยิ้ม' ชุดใหม่ของบริษัทพร้อมกับนิยามการตลาดใหม่ที่ว่า 'Every generation refreshes the world' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัทที่เน้นการสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคท่ามกลางภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ บริษัท โคคา-โคลา จำกัด (โค้ก) มีกำหนดเปิดตัวแคมเปญโฆษณาชุด 'Open Happiness' เพื่อมาใช้แทนแคมเปญ 'Coke Side of Life' 'เลือกโค้ก ด้านดีๆ ของชีวิต' ที่มีการเปิดตัวในตลาดเมืองไทยไปเกือบ 2 ปีแล้ว
       สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ผู้นำ และแบรนด์รองต่างพยายาม ปลดล็อกสงครามการตลาด    เปิดศึกสร้างความต่าง ด้วยยุทธวิธีการสร้างทัศนคติ (Attitude) ของผู้บริโภค เป็นหัวหอกในการสร้างสาวกแบรนด์ โดยสื่อสารแบรนด์คอนเซ็ปต์ผ่านโฆษณาครบวงจร วางเป้าหมายช่วยสร้างความแตกต่าง สินค้าและแบรนด์ เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน


ที่มา
http://drwarat.blogspot.com/2010/11/3.html

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำ


1.   ให้แต่ละคนบอกคุณลักษณะเฉพาะตัว มีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไรบ้าง อยากจะปรับปรุงเรื่องอะไร อธิบายมา 5 เรื่อง
           
2.
   บอกข้อแตกต่างระหว่างผู้นำและภาวะผู้นำแตกต่างกันอย่างไร
ส่งภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2555

ตัวอย่างงานวิจัย สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์

ตัวอย่างงานวิจัยสำหรับสาขารัฐประศาสนศาสตร์

การบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ = Strategic management for sustainabilty survival of Faculty of Agro-Industry, Chiang Mai University / ปิยะนุช สวัสดี / 2553 /Full Text

การบริหารความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ = Risk management of Chiang Mai University / มนสิชา แสวัง / 2553 /Full Text

การนำหลักธรรมาภิบาลมาปรับใช้ในองค์การบริหารส่วนตำบลตามทัศนะของประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ / นพพล สุรนัคครินทร์ / 2547 /Full Text

การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของเทศบาลตำบลในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง = Good governance of Tambon Municipalities in Ko Kha District, Lampang Province / วัชรีย์ ศรีวิชัย / 2553 /Full Text

กลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของตุลาการ = Mechanism of human resource management of jurisdiction / จงศักดิ์ ผดุงทรัพย์ / 2551 /Full Text

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ = Managerial strategies of private vocational school in Chiang Mai Province / สุภัทรา วุฒิเอ้ย / 2552 /Full Text


ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการตามหลักสังคหวัตถุ ๔
ของฝ่ายทะเบียนที่ว่าการอ าเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์



ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ตามหลักอิทธิบาท ๔ 
: กรณีศึกษา บริษัท แอมพาส อินดัสตรี จ ากัด จังหวัดสมุทรปราการ



วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โมเดลสมมติฐานสอดคล้องโดมเดลข้อมูลเชิงประจักษ์

ลองหาคำตอบดู
       1.เส้น DF,IF ต่างจากเส้นน้ำหนักองค์ประกอบอย่างไร
       2.แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ กับ แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ กับ ไม่แตกต่าง  มันต่างกันอย่างไร ?
       3.ปรับโมเดลปรับกี่ครั้ง ปรับยังงัย
       4.โปรแกรม Mplus,Amos,Lisrel ต่างกันอย่างไร ทำไมถึงเลือกใช้ Lisrel ?
       5. * , ** คือค่าอะไร เอามาจากไหน และค่า t = เท่าไหร่ จึงใช่ 0.05,0.01

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

- เทคนิค SEM

- ในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และ การเก็บข้อมูล ให้เก็บในเชิงการบริหาร
- SEM (Structural Equational Modeling) = PAM (Path Analysis Modeling) + CAM (Confirm Factor Anslysis Modeling)
สาเหตุที่การวิเคราะห์แล้วข้อมูลไม่ Fit เกิดจาก
    1. การ Review ไม่ดี ไม่แม่น เครื่องมือมีน้อยข้อคำถามเกินไป ตัวแปรสังเกตุควรจะไม่ต่ำกว่า 3 ตัวแปร
    2. ผู้ตอบ ๆ แบบไม่ตั้งใจ หรือตอบให้เสร็จ ๆ (5 หมด หรือ 1 หมด) และกลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป
    3. การไม่ได้เก็บข้อมูลตามความเป็นจริง เช่น เก็บ 200 แล้วคัดลอกเป็น 400 โดยปกติโปรแกรม Lisrel จะฉลาดและรู้ว่ามีข้อมูลจริงแค่ 200

ทั่วไป
   ก่อนจะทำการวิเคราะห์ด้วย Lisrel ต้องตรวจสอบความเบ้ + ความโด่ง และ p-value ของข้อมูล จะบอกว่า six หรือ not six  การ six คือการแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยดูผลรวม ความเบ้ กับ ความโด่ง(ช่องสุดท้าย) ถ้า < .05 แสดงว่า six คือ ข้อมูลไม่ปกติ (None Normal) ถ้าข้อมูลปกติ (Normal) จะ no six  ให้ดูค่าจะอยู่ระหว่าง 0.000 - 0.049
       - ค่าไค-สแควร์ ยิ่งต่ำยิ่งดี
       - Rยกกำลัง 2 ควรจะไม่เข้าใกล้ 0 ถ้าจะให้ดูควรจะอยู่ประมาณ .4 - .8
       - การดูค่าไค-สแคว์ร ว่าเท่าไหร่ และลดลงเรื่อย ๆ อย่างไร หลักการให้สังเกตุที่ตัวแปรสังเกตุกลุ่มเดียวกันให้สัมพันธ์กันก่อน โดยให้โยงทีละคู่ (แล้วรันโปรแกรม)
      - ค่า MI(Modification Index) จะต้องสูงมากกว่า (3.84) การปรับโมเดลให้ปรับทีละคู่ และควรจะเขียนไว้ว่าปรับแต่ละครั้งค่าตัวเลขเป็นเท่าไหร่ และปรับอย่างไร(โดยดูจากที่โปรแกรมแจ้งไว้ ใน MI
      - ในการปรับโมเดลต้องไม่ลืมทฤษฏีที่เป็นหลักการ อย่าปรับตามโปรแกรมอย่างเดียว โดยหลักการ ค่าพยากรณ์ทำนาย) R ยกกำลังสอง ค่าสูงจะไม่ดี เช่นถ้าเข้าใกล้ 0 จะไม่ดี

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

- บุคลิกลักษณะของคนที่ มีเชาว์ปัญญา ฉลาดเฉลียว

- บุคลิกลักษณะของคนที่ มีเชาว์ปัญญา ฉลาดเฉลียว
   1. เป็นคนมีบุคลิกเรียบง่าย สบาย ๆ มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่บวก สนุกและมีความสุขในการใช้ชีวิต
   2. กล้าเสี่ยงและท้าทายต่อสิ่งใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ โดยไม่กลัวความผิดพลาด และล้มเหลว กล้าริเริ่มสร้างสรรคสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากที่มีอยู่

     * พระพุทธเจ้า สอนว่า "ให้คนเรามองโลกอย่างที่เป็น ไม่ใช่มองโลกอย่างที่อยากให้เป็น"